อีบ้านี่กลับมาอีกแล้ว 5555
มันบ้าไม่เลิกค่ะทุกท่านคะ....
แต่วันนี้มาแบบเป็นงานเป็นการ
ไหนๆก็ไหนๆและ
เอางานมาแปะลงบล็อกซะเลย
มันคืองานวิจารณ์หนังค่ะ
เนื่องจากอูฐเรียนวิชา film criticism theory อยู่
อาจารย์เค้าเลย
ให้วิจารณ์หนังในแบบ formal list.....
จุดนี้ดิชั้นคิดอะไรไม่ออกละ
เอาเรื่องนี้นี่แหละ เพราะไปดูมาบ่อยสุด ตอนนี้ติดตาที่สุดว่างั้นเหอะ
เอาความบ้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์
คนไหนอ่านแล้วจะเสนอความเห็นหรือจะติชมก็ได้นะคะ
เผื่อจะยืมไปใช้ในงาน (55555เลวสนั่น....ไม่เลวเงียบๆด้วย)
แต่เนื่องจากพอเขียนเสร็จแล้ว
พบว่ามันยาวยืดเยี่ยงพงศาวดารของประเทศอูกานดา
จึงไม่แน่ใจว่าจะลงในนี้ได้หมดภายในตอนเดียวรึเปล่า
หากจบในตอนเดียว รับรองว่าบล็อกนี้เนื้อที่ต้องเต็ม
จนไม่มีให้คนอื่นเขียนได้แน่นอนค่ะ
ก็เพราะบทความดิชั้นมันกินไปทั้งเว็บเลยไงคะ หึๆๆๆๆ
เอาล่ะ เริ่มละนะ......
The phantom of the operaนับได้ว่าเป็นบทละครที่สุดแสนจะคลาสสิคเรื่องหนึ่ง ที่เราทุกคนต่างก็รู้จัก บทละครเรื่องนี้ได้ถูกนำมาแสดงนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งในแบบละครบรอดเวย์ โอเปร่า ตลอดจนกระทั่งในจอภาพยนตร์
ละครบรอดเวย์เรื่องนี้แสดงอยู่ใน 17 ประเทศ และถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์เกือบสิบครั้งตลอด 130 ปี ตั้งแต่กาสตอง เลอโรซ์ (Gaston Leroux) นักประพันธ์นวนิยายแนวสืบสวนสอบสวนของฝรั่งเศสแต่งเรื่องนี้ขึ้นมาบทเพลงที่ร้องอยู่ในเรื่องก็เป็นที่รักไม่น้อยไปกว่าเนื้อเรื่องเอง เพราะได้นักประพันธ์เพลงมือเอกอย่างท่านเซอร์แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ มาสร้างสรรค์ให้
และในวันนี้ The Phantom of the Opera ได้กลายเป็นภาพยนตร์อีกครั้ง ด้วยฝีมือกำกับของ Joel Schumacher โดยดำเนินรอยตาม The Phantom of the Opera ในแบบของ แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์ ซึ่งนับว่าเป็นเวอร์ชั่นที่คนทั่วโลกประทับใจไปไม่น้อยกว่า the phantom ในเวอร์ชั่นอื่นๆ
สำหรับเวอร์ชั่นอื่นๆ ของ The Phantom of the Opera เท่าที่ผลิตกันมานั้น มักจะออกมาในแนวหนังสยองขวัญ แต่ก็เป็นเรื่องสยองขวัญที่ไม่โด่งดังสักเท่าไหร่ หรือหากสร้างเป็นแนวอื่นๆ ก็จัดอยู่แค่ระดับ 2-3 ดาว ไม่มีอะไรน่าสนใจให้จดจำ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ต้องโทษไปถึง Le Fantome l'Opera นวนิยายต้นฉบับของ กาสตอง เลอโรซ์ ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 1875 ซึ่งไม่ใช่นวนิยายที่สมบูรณ์แบบทางวรรณศิลป์แต่แรก แต่เมื่อเซอร์แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ได้นำมาทำเป็นละครเวทีแล้วนั้น กลับพบว่า นวนิยายเรื่องนี้โด่งดังและครองใจของผู้ชมเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังได้รับการกล่าวขวัญถึงอยู่ทั่วไป นั่นอาจเป็นเพราะได้บทเพลงอันไพเราะของเซอร์แอนดรูว์เพิ่มเข้ามาในบทละคร ทำให้อรรถรสในการรับชมของผู้ชมมีมากขึ้นก็เป็นได้.....
เรื่องย่อของ the Phantom of the Opera นั้นคือ....เหตุการณ์ที่ถูกเล่าขึ้นท่ามกลางบรรยากาศโรงละครโอเปร่า ป๊อบปูแลร์ อันหรูหรา เมื่อ คริสตีน (เอ็มมี่ รอสซั่ม) เด็กสาวที่มุ่งหน้ามายังโรงละครแห่งนี้ด้วยความหวังจะเป็นนักร้องโอเปร่าคนดัง แต่ทุกอย่างไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่เธอหวัง เส้นทางสู่ละครเวทีแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยขวากหนาม แต่ด้วยความช่วยเหลือของ the phantom (เจอราร์ด บัทเลอร์) ปิศาจ ณ โรงละครแห่งนี้ เธอจึงได้โอกาสที่จะแสดงความสามารถให้ทุกคนเห็นเพราะเขามีความหวังที่จะพิชิตใจสาวน้อยคนนี้ แต่เหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ เมื่อในที่สุดแล้วคริสตีนพบว่า แฟนท่อมไม่ได้เป็นเทพแห่งดนตรีอย่างที่เธอเข้าใจ บวกกับความไม่รู้จักชีวิตที่แท้จริงของแฟนท่อม ทำให้เขา พยายามทุกวิถีทาง(แบบผิดๆ)เพื่อที่จะได้ตัวเธอมา แต่นั่นก็ยิ่งทำให้คริสตีนหวาดกลัวในตัวแฟนท่อมมากขึ้น เพราะใบหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวและจิตใจที่บิดเบี้ยวนั้นเอง แสดงออกมาให้คริสตีนรู้ว่า แท้จริงแล้ว แฟนท่อมเป็นเพียงผู้ชายที่น่าสังเวชคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่เทพแห่งดนตรีที่พ่อผู้ล่วงลับไปแล้วของเธอส่งมาให้เธอแต่ประการใด....
ฉากเปิดของเรื่อง The phantom of the operaเปิดขึ้นด้วยเทคนิคการใช้สีกล่าวคือมีการนำเสนอศิลปะในทางสีสันที่แปลกออกไป เพราะตัวผู้กำกับใช้เหตุการณ์ในปัจจุบันของหนังเป็นภาพขาวดำ และเหตุการณ์ Flashback เป็นภาพสี ต่างไปจากการนำเสนอในปกติ ทั้งนี้ตัวหนังเน้นที่ Flashback อาจสื่อความหมายแทนตัวละครได้อีกแง่หนึ่งคือ เหตุการณ์ในครั้งนั้นยังอยู่ในความทรงจำของพวกเขาอย่างแจ่มชัด ลักษณะการเล่าเรื่องก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่สังเกตได้คือ การใช้กลวิธีการเล่าแบบตัดสลับ เป็นการใช้เทคนิคการเล่าเรื่องโดยตัดภาพปัจจุบันสลับกับภาพอดีต ทั้งนี้เพื่อต้องการสื่อให้เกิดความหมายในตัวเนื้อเรื่องว่า หนังเรื่องนี้มีเหตุการณ์ที่สำคัญเกิดขึ้นในอดีต และเหตุการณ์นั้นก็ยังส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบันอีกด้วย
เราจะเห็นได้ว่า ทั้งตัวราอูลและเม็ก จีรี่ ที่มางานประมูลครั้งนั้น ต่างก็มีความทรงจำมากมายเกี่ยวกับโรงโอเปร่าแห่งนี้ เมื่อหนังเริ่มขึ้นที่การดึงแชนเดอเลียขึ้นสู่เพดาน เหมือนจะเป็นตัวนำเข้าสู่เรื่องราวที่แท้จริง
การใช้มุมกล้องแบบมุมต่ำจะทำให้เราเกิดความรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของโรงละครแห่งนี้มากขึ้น รวมไปกับการใช้เพลง Theme ของ The phantom of the opera ที่สร้างความตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก ทำคนให้ดูรับรู้ว่า เรื่องราวของปีศาจโอเปร่าตนนี้ กำลังจะถูกเล่าขานขึ้นอีกครั้งหนึ่งแล้ว....
ในช่วงต้นของเรื่อง ฉากเกือบทุกฉากจะใช้แสงแบบ High key แสดงถึงด้านสว่างสดใสของโรงละครแห่งนี้ ก่อนที่แสงจะเปลี่ยนไปเป็น Low key อย่างชัดเจนในฉากที่แฟนท่อมปรากฏตัว นั่นแปลเป็นความหมายได้ว่า ในขณะที่คนอื่นอยู่ในแสงสว่างตลอด แฟนท่อมกลับต้องมีชีวิตที่เงียบเหงาและเดียวดายอยู่ในความมืด แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่กล้าที่จะมาอยู่ในที่สว่าง เพราะรับไม่ได้กับการถูกผู้คนภายนอกแสดงความชิงชังรังเกียจ
แต่หนังเวอร์ชั่นนี้ก็ไม่ได้ตั้งใจแสดงด้านมืดของตัวแฟนท่อมออกมาให้เราได้เห็นกันเท่าไหร่นัก เพราะจะเห็นได้ว่า แฟนท่อมในภาคนี้อาศัยอยู่ในถ้ำใต้ดินที่เป็นระเบียบ ดูสวยงาม และออกจะอลังการเสียด้วยซ้ำ การใช้แสงในฉากถ้ำของแฟนท่อมก็ออกจะดูเป็นแสงที่ให้ความนุ่มนวล โรแมนติก มากกว่าจะเป็นถ้ำรูหนูสกปรกๆแบบในเวอร์ชั่นอื่นๆ
ฉากอีกฉากที่ใช้การจัดแสงเข้ามาช่วยสร้างความหมายและอารมณ์ได้เป็นอย่างดีก็คือ ฉากที่คริสตีนเดินทางไปยังหลุมศพผู้เป็นพ่อ การใช้แสง การจัดฉากในโทนนั้นจะออกมาเย็นเยียบ และเต็มไปด้วยสีขาวของหิมะ แสดงให้เห็นถึงความอ้างว้าง โดดเดี่ยวของตัวเธอเอง สื่อให้เห็นได้อีกความหมายหนึ่งว่า เธอไม่เหลือที่พึ่งทางใจอีกแล้ว เพราะแฟนท่อม ผู้ที่เธอเคยเทิดทูนบูชาก็ไม่ใช่บุคคลที่เธอควรจะบูชาอีกต่อไป
นอกจากนี้ การใส่เพลง Wishing you were somehow here again เข้าไปในฉากนี้ยังสร้างอารมณ์ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย เพราะความหมายในเพลงนั้น คริสตีนไม่ได้พูดถึงเพียงแต่พ่อของเธอเท่านั้น หากฟังดีๆจะทราบว่าคริสตีนพูดถึงแฟนท่อมเป็นนัยๆ อีกด้วยว่าเธอยังเชื่อในตัวเขา เทิดทูนบูชาเขาอยู่ลึกๆ และต้องการให้เขากลับมาเป็นที่พึ่งทางใจเหมือนเดิม เพราะตลอดมา เธอมีเพียงแต่แฟนท่อม ผู้เป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครู และเป็นทั้งผู้คุ้มครอง
อีกฉากหนึ่งที่เราจะเห็นว่า การใช้สีมีบทบาทอย่างเด่นชัด นั่นก็คือ ฉากละครเพลงดอนฮวน ทั้งเวที และแสงถูกจัดเป็นสีแดง ทั้งนี้เพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องดอนฮวนเอง เพราะเป็นเรื่องที่เน้นหนักไปทางด้านกามารมณ์
แต่นอกเหนือไปกว่านั้น สีแดงที่ใช้ในฉากยังเป็นตัวแสดงแทนความเร่าร้อน และอารมณ์ภายในของทั้งแฟนท่อมและคริสตีนที่มีต่อกันอีกด้วยแฟนท่อมต้องการคริสตีนในฐานะผู้หญิงคนหนึ่ง ส่วน คริสตีนเองก็มีความรักให้กับแฟนท่อมอยู่ลึกๆในใจเช่นกัน และยังเป็นความรัก ความต้องการที่ร้อนแรง และโหยหา ในขณะที่ความรักที่เธอมีให้กับราอูลนั้นดูเหมือนจะเป็นความรักแบบใสๆในวัยเด็กมากกว่า.....
ส่วนเพลง Past the point of no return ที่เป็นตีมของฉากนี้เมื่อได้ฟังแล้วยิ่งสื่ออารมณ์ของทั้งคู่ให้เราเข้าใจได้มากขึ้นอีก เมื่อดูแล้วเราจะรู้ว่าคริสตีนนั้นมองแฟนท่อมเป็นอย่างไร และมองราอูลเป็นแบบไหน แต่เมื่อสุดท้ายแล้วที่เธอมองตาของแฟนท่อม คริสตีนก็รู้สึกว่า ถึงจะชื่นชมบูชาผู้ชายคนนี้มากเพียงใด เธอก็ไม่อาจรับความเป็นตัวตนของเขาได้ เพราะแฟนท่อมมีจิตใจที่วิปริตและบิดเบี้ยวไปจากเดิมแล้ว
การใช้สายตาของตัวละครก็สำคัญ เอมมี่ รอสซั่ม ผู้รับบทเป็น คริสตีน ได้ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางสายตาให้เราได้เห็นอย่างชัดเจน ยามเธอมองแฟนท่อม สายตานั้นทั้งรัก เคารพ เทิดทูน และหลงใหล พร้อมจะมอบทุกสิ่งให้แต่ในขณะที่สายตาที่มองราอูลนั้นเป็นเพียงความชื่นชม ความรักแบบเด็กๆอย่างที่ได้กล่าวไป......
สำหรับฉากที่ใช้ mise-en-scene ได้อย่างเด่นชัด นั่นคือฉากบนหลังคาโรงละครโอเปร่า เมื่อคริสตีนและราอูลขึ้นมาสารภาพรักกันที่นั่นโดยมีแฟนท่อมลอบมองด้วยความเจ็บปวด ฉากนี้เด่นที่การจัดแสงและการวางองค์ประกอบของภาพ อย่างที่เห็นก็คือ การแบ่งฝั่งของภาพออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือคริสตีนกับราอูล ส่วนอีกฝั่งคือแฟนท่อมที่แอบมองอยู่ข้างหลังรูปปั้นม้า ตรงนี้ภาพได้โฟกัสไปที่ราอูลและคริสตีน ซึ่งกำลังสารภาพรักกันอย่างหวานชื่น สีในส่วนที่เป็นฝั่งนี้จะดูสว่าง อบอุ่น และสดใส ก่อนที่กล้องจะ pan ไปโฟกัสที่ตัวแฟนท่อม ซึ่งแอบมองอยู่ในเงามืด เต็มไปด้วยความเจ็บปวด โดดเดี่ยว เศร้าหมอง และผิดหวัง สีของฉากก็จะเต็มไปด้วยความอึมครึมและหดหู่เช่นกัน
ฉากๆนี้ได้สื่อความหมายให้เห็นถึงรักที่ไม่มีทางสมหวังของคนๆหนึ่ง ซึ่งแอบอยู่ในเงามืดตลอดเวลาและโหยหาความรักที่เขาไม่มีวันจะได้มา กับความสุขของคนคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น สดใส เต็มไปด้วยความรักความสมหวังอยู่รอบๆตัว.....

อ่า...วันนี้พอเท่านี้ก่อนดีกว่ามั้ง เดี๋ยวเว็บรวนล่ะแย่เลย
ยังไงก็ต้องขอขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านมากๆนะคะ
ที่ทนอ่านมาถึงนี่ได้ 555555
เดี๋ยวพรุ่งนี้จะมีมาอีก
ยังไงอ่านๆแล้วช่วยคอมเม้นหน่อยก็ดีค้าบ
ไม่รู้ว่าเราเขียนวนไปวนมามากรึเปล่า
เนื่องจากว่าดิชั้นเริ่มเขียนตอนบ่ายสามแล้วเสร็จจริงๆ ตอนตีสองน่ะ
(เปล่าขยันหรอก อู้ซะเยอะ อิ๊ๆๆๆๆ)
ไปละ เดี๋ยวเอาที่เหลือมาลงต่อคราวต่อไป
Wishing you were somehow here again
Emmy Rossum:Performed
Andrew Lloyd Webber : Composed
You were once my one companion,
you were all that mattered.
You were once a friend and father,
then my world was shattered.
Wishing you were somehow here again,
wishing you were somehow near.
Sometimes it seemed if I just dreamed,
somehow you would be here.
Wishing I could hear your voice again,
knowing that I never would.
Dreaming of you won't help me to do,
all that you dreamed I could!
Passing bells and sculpted angels,
cold and monumental.
Seem, for you, the wrong companions,
you were warm and gentle.
Too many years fighting back tears,
why can't the past just die!
Wishing you were somehow here again,
knowing we must say goodbye!
Try to forgive, teach me to live!
Give me the strength to try!
No more memories, no more silent tears!
No more gazing across the wasted years!
Help me say goodbye...
help me say goodbye!