เอ้า ต่อค่ะ
คนที่อยากอ่านงานเขียนอูฐ
ก็ rewind ไปอ่านของเมื่อวานได้นะคะ
(ใครอยากอ่านมั่งวะ 5555)
วันนี้จะลงต่อ กะให้จบในตอนนี้เลย
เพราะว่าเริ่มรู้สึกตัวว่า
เขียนเรื่องนี้มาเยอะเกินไปแล้ว
เยอะจนจะเปิดเป็น fansite ของแฟนท่อม
ได้แล้วว่ะค่ะ 5555
ยังไงก็อย่าเพิ่งเบื่อนะคะ
วันนี้วันสุดท้ายแล้วจริงๆๆๆๆๆ
(แต่วันอื่นไม่รู้ คิดได้อาจเขียนอีก อ้าว ซะงั้นค่ะกู)
เอ้า ต่อโลด
Symbolic ที่เราเห็นในฉากนี้ก็คือ ดอกกุหลาบที่ผูกโบสีดำ อันที่จริงดอกกุหลาบนี้จะถือว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของทั้งเรื่องก็ไม่ผิดนัก เพราะเป็นสิ่งที่แสดงถึงความรักของแฟนท่อมที่มีต่อคริสตีน ครั้งแรกที่ดอกกุหลาบปรากฏขึ้น คือฉากที่คริสตีนแสดงโอเปร่าประสบความสำเร็จ มาดามจีรี่ได้ยืนดอกกุหลาบนี้ให้เธอ และบอกว่าแฟนท่อมพอใจในตัวคริสตีนมาก คริสตีนเองก็รับมันไว้ นั่นคือรักของแฟนท่อมที่มีให้กับเธอ และคริสตีนเองก็ไม่ปฏิเสธมัน แต่เมื่อเธอมาพบกับราอูลและสารภาพรักกันบนหลังคาโรงละครโอเปร่า ดอกกุหลาบที่เธอถืออยู่ได้หลุดร่วงลงไปจากมือ นั่นอาจแปลได้ว่า เธอไม่ต้องการความรักของแฟนท่อมอีกต่อไปแล้ว หลังจากนั้นแฟนท่อมก็ได้หยิบดอกกุหลาบนี้ขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะขยี้มันทิ้ง เท่ากับว่าความรักของเขาได้เปลี่ยนเป็นความชิงชัง และเขาจะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตัวเธอมา โดยไม่สนถึงจิตใจของคริสตีนอีกต่อไป
ดอกกุหลาบได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในตอนจบของเรื่อง เมื่อราอูลนำหีบเพลงไปวางไว้ที่หลุมศพของคริสตีน เขาหันไปเห็นดอกกุหลาบดอกหนึ่งวางอยู่ข้างๆป้ายหลุมศพ ดอกกุหลาบนั้นผูกโบสีดำ และมีแหวนของคริสตีนอยู่ด้วย.....ราอูลมองดอกกุหลาบนั้นอย่างทึ่ง เพราะเขาเข้าใจถึงจิตใจของแฟนท่อมแล้วว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ แฟนท่อมก็ยังคงรักและต้องการคริสตีนเสมอ ดอกกุหลาบที่เราเห็นกันในเรื่องจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความรักของแฟนท่อมที่มีต่อคริสตีนนั่นเอง.....
มาที่ sound หรือดนตรีประกอบ นับว่าดนตรีประกอบคือจุดเด่นที่สุดของหนังเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะได้ผู้ประพันธ์เพลงชื่อก้องโลกอย่างเซอร์ แอนดรูว์ ลอยด์ เวบเบอร์มาแต่งให้แล้ว การใช้บทเพลงสื่ออารมณ์ของหนังยังเป็นส่วนประกอบสำคัญยิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้สร้างความตื่นตาตื่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เรียกน้ำตาคนดูไปได้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นฉากดึงแชนเดอเลียขึ้นสู่เพดานพร้อมกับเปิดเพลง Overture ฉากล่องเรือกอนโดล่าไปยังถ้ำของแฟนท่อมพร้อมกับเพลง The phantom of the opera ทำให้ผู้ชมเกิดความตื่นตาตื่นใจ และเกิดอารมณ์ร่วมไปกับพลังเสียงของนักแสดงทั้งสองคือเจอราร์ด บัทเลอร์ และเอมมี่ รอสซั่ม ซึ่งร้องเพลงจัดว่าอยู่ในขั้นเยี่ยมยอด หรือจะเป็นฉากสารภาพรักระหว่างราอูล(แพทริก วิลสัน) และคริสตีน ที่ใช้เพลงคลาสสิก All I ask of you มาร้อง ก็ทำให้ผู้ชมซาบซึ้งไปกับอารมณ์ของทั้งคู่ในขณะนั้น ในขณะเดียวกันก็สงสารแฟนท่อมที่ใช้เพลง All I ask of you (reprise) รำพึงรำพันถึงความรักที่ไม่สมหวังด้วยความเจ็บปวด
อีกฉากหนึ่งก็คือเพลง Music of the night ของแฟนท่อมที่ร้องในถ้ำ เป็นการสร้างอารมณ์โรแมนติกของแฟนท่อมในอีกแบบหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งคือการสารภาพรักในแบบของเขาต่อคริสตีนนั่นเอง แต่เหนือสิ่งอื่นใด เพลงที่นับว่าเป็นจุดเด่น และทำให้คนดูขนลุกตามไปด้วยได้ไม่ยาก นั่นก็คือเพลง Past the point of no return ที่ทั้งสองคนร้องออกมาได้อย่างมีพลัง และใช้น้ำเสียงที่เร่าร้อน บอกเป็นนัยถึงความต้องการมีความสัมพันธ์ทางเพศอย่างสูง ความหมายของเพลงนี้เป็นความหมายที่ร้อนแรง แสดงถึงความต้องการของกิเลสตัณหาภายในจิตใจของทั้งคู่ ซึ่งทั้งเจอราร์ด บัทเลอร์ และเอมมี่ รอสซั่ม ก็ใช้เสียงร้องอันทรงพลังได้เป็นประโยชน์อย่างมาก อีกฉากหนึ่งที่สะเทือนใจคนดูในตอนจบก็คือ ฉากที่แฟนท่อมทุบกระจกแล้วร้องคำว่า Its over now the music of the night ออกมา ฉากนั้นสื่อความหมายให้เห็นเป็นอย่างมากว่า สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่เหลืออะไรเลย แม้กระทั่งคริส ตีนผู้เป็นที่รัก และเมื่อขาดคริสตีนไป บทเพลงแห่งรัตติกาลของเขาก็ไม่มีวันที่จะถูกขับขานขึ้นมาได้อีก.....
เพลงในเวอร์ชั่นนี้ นับว่าไม่มีความแตกต่างกับเวอร์ชั่นละครบรอดเวย์เท่าไหร่นัก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่า เซอร์ แอนดรูว์ ลอยด์ เว็บเบอร์ ได้นำบทเพลงเดิมมาใช้ แต่จุดที่แตกต่างกันที่สังเกตได้ชัดก็คือ การใช้เสียงเพลงดึงผู้ชมให้เข้าสู่อารมณ์ร่วมในหนัง หากเป็นละครบรอดเวย์แล้ว เสียงของซาร่าห์ ไบรท์แมน (คริสตีนฉบับ บรอดเวย์) ใช้เสียงโซปราโน่ของเธอได้ทรงพลังก็จริง แต่หลักการร้องยังคงอิงความเป็นโอเปร่าและบรอดเวย์อยู่มาก จุดนี้ทำให้บทเพลงขาดอารมณ์ร่วมตามไป เนื่องจากเสียงอันทรงพลังของเธอกลบทำนองดนตรีไปเสียสิ้น แต่ในเวอร์ชั่นนี้ คงต้องยอมรับว่า เสียงของเอมมี่ รอสซั่มนั้น สามารถเรียกใจผู้ชมได้ทุกคน เพราะการใช้เสียงร้องแบบธรรมดา แต่ก็ใส่อารมณ์ที่อ่อนหวาน โศกเศร้า และเหงาหงอย ออกมาได้อย่างเด่นชัด
ตัวเจอราร์ด บัทเลอร์ ที่แสดงเป็นแฟนท่อมเอง ก็แสดงพลังเสียงออกมาได้อย่างเกินความคาดหมาย ทั้งนี้เนื่องจากว่าตัวเขาเองไม่ใช่นักร้องมืออาชีพมาก่อน พลังเสียงจึงอาจจะไม่มีมากเท่าแฟนท่อมคนอื่นๆ แต่เมื่อมาร้องเพลงในหนังเรื่องนี้ (ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าจะร้องกันได้ง่ายๆ) ก็ร้องออกมาได้อย่างเยี่ยมยอด ขณะที่รับฟังก็เกิดความรู้สึกได้ว่า แฟนท่อมมีความโหดร้าย คุกคาม แต่ในขณะเดียวกันก็อ้างว้างและต้องการความรัก...
สำหรับ The Phantom of the Opera ในเวอร์ชั่นของ Joel Schumacher นี้ อาจมีการเล่าเรื่อง หรือการวางคาแร็กเตอร์ของตัวละครที่แตกต่างออกไปจาก The phantom of the Opera ในเวอร์ชั่นอื่นๆที่ผ่านมา เพราะหากเทียบกับเวอร์ชั่นเก่าๆแล้ว แฟนท่อมตัวเอกของเรื่องถือว่ามีคาแร็กเตอร์ที่เป็น ปีศาจ อย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ เป็นตัวละครที่น่ากลัว น่าสมเพช น่าหวาดผวา และมีพลังคุกคามอยู่ในตัว แต่แฟนท่อมในเวอร์ชั่นนี้ Joel Schumacher ไม่ได้ต้องการสร้างเขาให้มาเป็นเป็นผู้ร้าย แต่มองแฟนท่อมในมุมมองของพระเอกมากกว่า เพียงแต่เป็นพระเอกที่มีชีวิตไม่สมหวังเท่านั้นเอง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อผู้คนดูจบแล้วจะให้ความสงสารและลุ้นแฟนท่อมให้สมหวังมากกว่าราอูล ผู้ซึ่งน่าจะเป็นพระเอกที่แท้จริง
การเล่าถึงปูมหลังของแฟนท่อม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนดูเกิดความสงสาร เพราะใบหน้าที่อัปลักษณ์ของเขา ทำให้เขาไม่อาจมีชีวิตอยู่กับชาวโลกทั่วไปได้ เขาถูกผลักไสไปยังมุมที่มืดที่สุด ที่ซึ่งไม่มีแสงเดือนแสงตะวัน และเวลาภายในนั้นก็ยาวนานราวกับพันปี สถานที่นั้นก็คือใต้ถุนโรงอุปรากรปารีส ที่อันหลีกเร้นจากผู้คนซึ่งเป็นที่ประพันธ์เพลงของเขาด้วยในขณะเดียวกัน ปีศาจโอเปร่าที่แท้เป็นชายผู้มีพรสวรรค์ในหลายศาสตร์ ทว่า เพียงด้วยหน้าตาที่เหมือนผี ผู้คนได้เลือกที่จะพูดถึงเขาในฐานะผี แล้วผีซึ่งเคยเป็นแต่เพียงรูปลักษณ์ภายนอกก็ถูกมนุษย์ที่เชื่อแต่สิ่งที่เห็นตัดสินในเชิงหยามเหยียด สุดท้ายความถูกรุมรังเกียจก็ได้สร้างเขาให้เป็นปีศาจในจิตใจด้วย เพลงของปีศาจแห่งโอเปร่านั้นไพเราะเหมือนไม่ใช่บทเพลงของโลก และความหมายในแต่ละบทเพลงก็แฝงปรัชญาลุ่มลึก ไม่ว่าจะเป็นในเพลง Masquerade ที่พูดถึงการที่มนุษย์ใส่หน้ากากเข้าหากัน หรือเพลงแรกของละครที่พูดถึงปีศาจในใจของเราทุกคน
สำหรับคริสตีน แล้ว Joel ได้นำเสนอคาแร็กเตอร์ของเธอเป็นผู้หญิงใสซื่อ ต้องการความรัก ต้องการที่พึ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากคริสตีนในเวอร์ชั่นที่ผ่านมาเท่าไหร่นัก แต่จุดที่ต่างของคริสตีนในเวอร์ชั่นนี้ก็คือ ดูเหมือนเธอจะยังให้ความสำคัญ และให้ความรักกับแฟนท่อมอยู่มาก เพราะไม่ว่าจะเป็นฉากหลายๆฉากในเรื่อง หรือเพลงหลายๆเพลงที่ร้อง แสดงให้เห็นว่า คริสตีนยังคงมีแฟนท่อมเป็นหนึ่งในใจเสมอ แต่เธอเองก็ต้องเลือกที่จะใช้ชีวิตในแสงตะวันเช่นกัน เธอจึงไม่อาจใช้ชีวิตอยู่ในความมืดกับเขาได้ ต่างจากคริสตีนในเวอร์ชั่นอื่นๆก็คือ ความหวาดผวาในตัวแฟนท่อม เธอเลือกที่จะรักชายรูปงาม แล้วปฏิเสธบทเพลงอันงดงามที่ปีศาจเฝ้าสั่งสอนให้หลังจากที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขาแล้ว เธอเองก็รู้จักแต่ความงามที่ตาเห็น แต่เธอเองก็ไม่รู้จักความจริงและความรักเช่นกัน
ในฉากจบ ปีศาจแห่งอุปรากรหายไป ทิ้งไว้แต่เพียงหน้ากาก หน้ากากสีขาวสวยงามที่ปกติใช้เต้นรำในงานสโมสร ปีศาจอาจจะไม่ใส่หน้ากากอีกแล้ว ...
โลกเราไม่ใช่ศิลปะที่จะยอมรับความน่าขยะแขยง ความโศกเศร้า และความน่าหวาดผวาเท่าๆ กับที่ยอมรับความงามและความสุข ในศิลปะ เราอาจจะยกย่องภาพของเทพโครนอสที่กินหัวลูกตัวเองพอๆ กับภาพกำเนิดของเทพวีนัส และเมื่อหลับตาฟังเพลงเราอาจจะยกย่องเบโธเฟนที่รูปร่างม่อต้อและหน้าตาไม่น่าดูเท่าๆ กับคีตกวีฟรันซ์ ลิธซ์ผู้หล่อเหลา แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา เราไม่อาจยอมรับได้ว่าเราหลงรักสิ่งพวกนั้น สิ่งที่เราชื่นชมยามหลับตาอยู่ เรื่อง The phantom of the Opera นี้ก็เช่นกัน ชายอัปลักษณ์ผู้หนึ่งที่มีความสามารถ กลับต้องหลบอยู่ในความมืดมิด จมอยู่ในความอ้างว้าง ขณะเดียวกันก็ยังใฝ่หาถึงแสงสว่างอยู่เสมอ
แฟนท่อมไม่ใช่ปีศาจ แต่แฟนท่อมเป็นเพียงเหยื่อทางสังคมคนหนึ่งเท่านั้น เหยื่อที่โดนสังคมกดดัน ทำให้ความกดดันนั้นสร้างปีศาจในใจที่แท้จริงขึ้นมาตามที่ทุกคนต้องการ
เราไม่มีวันรัก The Phantom of the Opera ได้เลยดังเช่นที่ไม่อาจยอมรับภูตผีปีศาจตนใดๆ แต่ก็อีกแหละ ปีศาจที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลยนอกจากในใจของเรา บทเพลงของเรื่องนี้บอกเราไว้อย่างนั้น.....

โฮ่ยยย
จบแล้ว จบจนได้ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านมาตลอดนะคะ
หลังจากนี้อูฐคงวางมือไม่วิจารณ์อะไรไปอีกนานค่ะ
เพราะกว่าจะเสร็จแต่ละเรื่องเล่นเอาสมองฝ่อไปเยอะเหมือนกัน
หึๆๆๆๆ
คิดเห็นอย่างไรติชมได้เลยก๊าบ
ส่วนตัวก็ยังคิดว่าเขียนวนๆเหมือนเคย เพราะอะไรไม่รู้แฮะ...
เหนื่อยจริงๆ ยังสอบไม่เสร็จเลย(โว้ยยย)
Think of me
Emmy Rossum:Performed
Andrew Lloyd Webber : Composed
Christine:
Think of me.
Think of me fondly when we've said goodbye
Remember me.
Once in a while, please promise me you'll try
When you find that once again you long to take your heart back and be free
If you ever find a moment.Spare a thought for me
We never said our love was evergreen
Or as unchanging as the sea
But if you can still remember
Stop and think of me
Think of all the things we've shared and seen
Don't think about the way things might've been
think of me
Think of me waking, silent and resigned
Imagine me trying too hard to put you from my mind
Recall those days.Look back on all those times
Think of the things we'll never do
There will never be a day when I won't think of you.
Raoul:
Can it be.Can it be Christine? (Bravo!)
Long ago, it seems so long ago
How young and innocent we were
She may not remember me.But I remember her.
Christine:
Flowers fade.The fruits of summer fade
They have their seasons, so do we
But please promise me that sometimes you will think...(Opera singing) Of me!